บทที่ 8 เกราะกำบัง 1

เย็นวันศุกร์เวียนมาอีกครั้ง บรรยากาศภายในโรงพยาบาลเอกชนหรูย่านสุขุมวิทยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน แม้จะเป็นเวลาเลิกงานของใครหลายคนแล้วก็ตาม ‘กะทิ’ เดินก้มหน้าก้มตาก้าวผ่านประตูอัตโนมัติเข้ามาในโถงล็อบบี้เย็นฉ่ำ วันนี้เธอไม่ได้อยู่ในชุดแม่ค้าออนไลน์เสื้อยืดกางเกงยีนเหมือนเคย แต่เลือกหยิบชุดที่คิดว่าสุภาพและดูดีที่สุดในตู้มาใส่

เสื้อยืดสีขาวเนื้อดีพอดีตัว สวมทับด้วยกระโปรงยาวคลุมข้อเท้าสีเบจจับจีบพลีททิ้งตัวพริ้วไหว แมตช์กับรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เก่งที่ซักจนสะอาดเอี่ยมอ่อง กะทิมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่หน้าลิฟต์แล้วถอนหายใจยาว ดูเรียบร้อยดี... แต่ก็ดูตัวใหญ่เหมือนเดิม กระโปรงพลีทที่คนผอมใส่แล้วดูพลิ้วไหว พอมาอยู่บนตัวเธอทำไมมันดูพองๆ เหมือนสุ่มไก่ก็ไม่รู้

"เฮ้อ... มั่นใจหน่อยสิกะทิ แค่ไปหาหมอ ไม่ได้ไปเดินแฟชั่นวีกสักหน่อย"

เธอพึมพำให้กำลังใจตัวเอง พลางกระชับสายกระเป๋าผ้าใบโปรดแน่น ความจริงแล้ว นอกจากเรื่องน้ำหนักที่จะต้องขึ้นชั่งโชว์หมอในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า สิ่งที่ทำให้กะทิใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ มาตลอดทั้งวันก็คือเรื่องเมื่อเช้านี้

‘พัสดุจากโรงพยาบาล...’

เมื่อเช้ามีรถกระบะส่งของมาจอดหน้าบ้าน พนักงานยกกล่องลังขนาดมหึมาสองกล่องลงมาส่ง โดยจ่าหน้าซองถึง ‘คุณวรดา เจริญขวัญ (ผู้โชคดีกิจกรรมรักษ์สุขภาพ)’ พอแกะออกมา ยายจำปีถึงกับตาลุกวาว เพราะข้างในคือ เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพ แบรนด์ดังราคาเหยียบหมื่น กับ โต๊ะปรับระดับไฟฟ้า ที่ดีไซน์เข้ากับผนังปูนเปลือยห้องเธอเป๊ะๆ

ผู้โชคดีบ้าบออะไรกัน... เธอไม่เคยส่งชิงโชคที่ไหน แถมโลโก้โรงพยาบาลที่แปะหราอยู่ข้างกล่อง บวกกับคำพูดทิ้งท้ายของหมอภิภพเมื่อคืนเรื่อง ‘นั่งให้ถูกสุขลักษณะ’ หลักฐานมัดตัวแน่นหนายิ่งกว่าคดีฆาตกรรมห้องปิดตายเสียอีก

"ซื้อของแพงขนาดนั้นมาให้ จะปฏิเสธยังไงดีเนี่ย" กะทิคิดไม่ตก เธอไม่อยากรับของราคาแพงจากเขา แต่ของก็ประกอบเสร็จสรรพตั้งอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว ยายจำปีก็ชอบอกชอบใจใหญ่ บอกว่าหลานดวงดี

ติ๊ง!

เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้น ปลุกกะทิจากภวังค์ความคิด ประตูลิฟต์โดยสารตัวริมสุดเปิดออก กะทิรีบแทรกตัวเข้าไปด้านใน ภายในลิฟต์ว่างเปล่าเพราะเป็นจังหวะสวนทางกับคนลง เธอกดปุ่มชั้น 15 แล้วถอยไปยืนชิดมุมด้านในสุด พยายามทำตัวลีบๆ ให้กินพื้นที่น้อยที่สุด

ประตูลิฟต์กำลังจะเลื่อนปิด... แต่แล้วเซนเซอร์กันหนีบก็ทำงาน ประตูเด้งเปิดออกอีกครั้ง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตทำงานสีเทาเข้มเนื้อดี กางเกงสแล็คเข้ารูปสีดำ ก้าวเข้ามาในลิฟต์ด้วยท่วงท่าสง่างาม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ที่คุ้นจมูกลอยมาแตะจมูกกะทิทันที

หมอภิภพ

กะทิสะดุ้งเฮือก เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หมอภิภพเงยหน้าขึ้นสบตาเธอผ่านกระจกเงาด้านหลังลิฟต์ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความพึงพอใจบางอย่างที่กะทิอ่านไม่ออก

"สวัสดีค่ะคุณหมอ" กะทิยกมือไหว้เสียงอ่อย "สวัสดีครับ" เขารับไหว้เสียงเรียบ "มาเร็วนะวันนี้"

"ค่ะ... กลัวรถติดค่ะ" กะทิตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้างุด มองปลายรองเท้าผ้าใบตัวเอง หมอภิภพไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาขยับมายืนเคียงข้างเธอ เว้นระยะห่างพอสมควรตามมารยาท แต่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ กะทิกลับรู้สึกถึงไออุ่นจากตัวเขาได้อย่างชัดเจน

สายตาของอาจารย์หมอแอบลอบมองคนข้างๆ เสื้อยืดสีขาวสะอาดกับกระโปรงยาว... ดูสบายตาและน่ารักสมวัยเธอดี เขาชอบที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบ มันดูทะมัดทะแมงและดีต่อสุขภาพเท้ามากกว่ารองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าแตะคีบๆ ที่วัยรุ่นสมัยนี้ชอบใส่ ‘แต่งตัวน่ารักดีนี่’ เขาคิดในใจ

ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นไปอย่างนุ่มนวล แต่แล้วก็ต้องชะลอความเร็วและจอดที่ชั้น 5 แผนกสูตินารีเวช ประตูเปิดออก กลุ่มหญิงวัยกลางคนสามคน แต่งตัวจัดเต็มด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาดและเครื่องประดับระยิบระยับ เดินคุยกันเสียงดังเข้ามาในลิฟต์ กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกตีกับกลิ่นสะอาดๆ ของหมอภิภพจนกะทิเวียนหัว

"อุ๊ย... แน่นจัง" หนึ่งในคุณป้าผมตีโป่งบ่นเสียงดัง พลางเบียดตัวเข้ามาดันกะทิให้ถอยไปจนหลังติดผนังลิฟต์ ทั้งที่พื้นที่อีกฝั่งก็ยังว่างอยู่ กะทิขยับหนีไม่ได้แล้ว เธอได้แต่ยืนตัวลีบ กอดกระเป๋าผ้าแนบอก

หมอภิภพขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาขยับตัวมาบังหน้ากะทิไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แต่ยังไม่พูดอะไร

"แหม... ก็ดูสิ มีแต่คนตัวใหญ่ๆ เปลืองที่" ป้าอีกคนในชุดลายดอกพูดขึ้นพลางปรายตามองกะทิหัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม "สมัยนี้เด็กมันกินอะไรกันเข้าไปนะ ตัวแตกเชียว ไม่อายบ้างหรือไงใส่เสื้อยืดกระโปรงบานเป็นสุ่มแบบนี้ นึกว่าสวยตายล่ะ"

กะทิหน้าชา... คำพูดพวกนี้เธอได้ยินมาบ่อยจนชิน แต่ได้ยินกี่ครั้งมันก็ยังเจ็บ เธอก้มหน้าลงต่ำ พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าสบตา ในใจภาวนาให้ลิฟต์ถึงชั้น 15 เร็วๆ

"นั่นสิพี่ ดูรองเท้าสิ ผ้าใบมอมๆ... มาโรงพยาบาลเอกชนนะยะ นึกว่ามาเดินตลาดนัด" ป้าคนที่สามเสริมทัพ หัวเราะคิกคักกันสนุกปาก "ถ้าลูกสาวฉันแต่งตัวแบบนี้นะ ฉันจะตีให้ขาลายเลย อ้วนแล้วยังไม่เจียม ไม่รู้จักแต่งตัวพรางหุ่น"

เสียงหัวเราะของมนุษย์ป้าทั้งสามคนดังก้องในลิฟต์ กะทิเม้มปากแน่นจนห้อเลือด มือที่กอดกระเป๋าสั่นระริก เธออยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ อยากจะแทรกแผ่นดินหนี

ทันใดนั้น... เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ขยับเข้ามาบดบังรัศมีสายตาของป้าทั้งสามคนจนมิด หมอภิภพหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้หญิงปากเสีย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่ง ตอนนี้เย็นยะเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก แววตาคมกริบหลังกรอบแว่นจ้องมองพวกหล่อนเขม็งจนเสียงหัวเราะเงียบกริบลงทันควัน

"ขอโทษนะครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น สุภาพ นุ่มนวล แต่ทรงพลังจนน่าขนลุก "การวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ของคนอื่นในที่สาธารณะเสียงดังๆ แบบนี้... ทางการแพทย์เราเรียกว่าภาวะขาดความยับยั้งชั่งใจนะครับ อาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคทางสมอง หรือไม่ก็... ขาดการอบรมมารยาท"

สามป้าอ้าปากค้าง หน้าแดงสลับซีดด้วยความตกใจและอับอาย "นี่คุณ! พูดจาอะไรเนี่ย!" ป้าผมตีโป่งแหวขึ้น

"ผมพูดความจริงครับ" หมอภิภพยังคงรักษาระดับน้ำเสียงให้ราบเรียบ ไม่ตะคอก แต่เชือดเฉือนทุกคำ "น้องเขาใส่รองเท้าผ้าใบ ก็ถูกต้องแล้วครับ... รองเท้าผ้าใบช่วยรองรับน้ำหนักตัว ลดแรงกระแทกข้อเข่า ดีต่อสุขภาพระยะยาว" เขากวาดตามองรองเท้าส้นสูงปรี๊ดของป้าทั้งสาม "ดีกว่าใส่ส้นสูงเดินเชิดหน้าชูคอ แต่นิ้วเท้าผิดรูป เข่าเสื่อมก่อนวัย แล้วสุดท้ายก็ต้องมาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ากับหมออย่างพวกผม... เปลืองงบประมาณประเทศเปล่าๆ"

"กรี๊ด! นี่แกเป็นใคร! กล้าดียังไงมาว่าพวกฉัน!"

หมอภิภพขยับแว่นเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มที่ดูน่ากลัวพิลึก "ผมเป็นหมอครับ... หมอที่รักษาคนไข้ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ด้วยการนินทา" "และอีกอย่าง... ความอ้วนลดได้ครับ แต่จิตใจที่คับแคบและชอบดูถูกคนอื่น รักษายากกว่ามะเร็งอีกนะครับคุณป้า"

ติ๊ง!

ลิฟต์จอดที่ชั้น 12 พอดี กลุ่มมนุษย์ป้าที่โดนด่าแบบผู้ดีจนหน้าชาไปทั้งแถบ รีบเบียดเสียดกันเดินออกจากลิฟต์ไปทันทีโดยไม่รอให้ถึงชั้นที่ตัวเองจะไป เสียงบ่นงึมงำไล่หลังหายไปพร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลง

ความเงียบกลับคืนมาสู่กล่องสี่เหลี่ยมอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่เปลี่ยนไปจากเดิม... มันมีความอุ่นวาบของความประทับใจแฝงอยู่

กะทิเงยหน้ามองแผ่นหลังกว้างของหมอภิภพที่ยังคงยืนบังเธออยู่ น้ำตาที่กลั้นไว้เมื่อกี้ไหลลงมาอาบแก้มหนึ่งหยดด้วยความซาบซึ้ง "ขะ... ขอบคุณค่ะคุณหมอ" เสียงเธอสั่นเครือ "จริงๆ กะทิชินแล้วค่ะ... โดนว่าประจำ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ"

หมอภิภพหมุนตัวกลับมามองหน้าเธอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันทีที่เห็นน้ำตาบนแก้มใส "อย่าพูดว่าชิน" เขาดุเสียงเข้ม มือหนาล้วงผ้าเช็ดหน้าสีเข้มออกจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นส่งให้เธอ "คุณจะใส่ชุดอะไร จะหุ่นแบบไหน มันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ตราบใดที่คุณไม่ได้ไปยืนบนหัวใคร... อย่าไปยอมให้คำพูดขยะพวกนั้นมาลดทอนคุณค่าของตัวคุณเอง"

กะทิรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา กลิ่นหอมของเขาติดอยู่ที่ผ้าจางๆ "แต่กะทิก็อ้วนจริงๆ นี่คะ... ใครเห็นเขาก็ทัก"

"แล้วไง?" หมอภิภพสวนกลับทันควัน "อ้วนแล้วทำงานเก่งไม่ได้เหรอ? อ้วนแล้วกตัญญูไม่ได้เหรอ? อ้วนแล้วเป็นคนดีไม่ได้เหรอ?" เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกก้าว จนกะทิต้องเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ แววตาที่มองมา... ไม่มีร่องรอยของการดูถูกหรือรังเกียจแม้แต่น้อย มีแต่ความหงุดหงิดที่เจือไปด้วยความเป็นห่วง

"จำไว้นะกะทิ... ผมเป็นหมอของคุณ ผมรู้ดีที่สุดว่าสุขภาพคุณเป็นยังไง" "และผม... ไม่ชอบให้ใครมาว่า 'คนของผม'..."

เขาชะงักไปนิดหนึ่ง เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรออกมา ใบหูขาวสะอาดของอาจารย์หมอขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด เขาเสมองไปทางอื่นแล้วรีบกระแอมแก้เก้อ "...อะ... เอ้ย ผมหมายถึง 'คนไข้ของผม' แบบนี้ มันเสียมารยาท"

กะทิยืนตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก ‘คนของผม...’ คำคำนี้ดังก้องอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา ถึงเขาจะแก้คำแล้ว แต่ความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผ่านมามันชัดเจนเสียจนเธอหน้าแดงก่ำ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป